55 ฐานข้อมูลวารสารโลกพลังงาน (Energy World Journal)
TEENET-CMU
ERDI EMAC EPPO
ฐานข้อมูลพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Database)ฐานข้อมูลเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ (Biogas Technology Database)ฐานข้อมูลการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Conservation Database)ฐานข้อมูลวิศวกรรมพลังงาน (Energy Engineering Database)
ฐานข้อมูลการอนุรักษ์พลังงาน
รู้จักกับ EMAC
ฐานข้อมูลวารสารโลกพลังงาน
ฐานข้อมูลข่าวสารพลังงานจากอีแมค (EMAC)
ฐานข้อมูลเอกสารบทความเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์
ฐานข้อมูลสคริปต์เผยแพร่ความรู้ทางวิทยุ
CD ฐานข้อมูลพลังงาน

หน้าหลัก
กระดานความคิด
เครือข่าย TEENET
TEENET-CMU
ลิงค์
ติดต่อโครงการ
วารสารโลกพลังงาน Energy World Journal ปีที่ 5
ฉบับที่ 17
ตุลาคม - ธันวาคม 2545
รอบรู้สิ่งแวดล้อม
ทิศทางสิ่งแวดล้อมไทย ในทรรศนะ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รมช.ว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
โดย จรรยา เงินมูล
ประชาสัมพันธ์ สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่





         ในยุคปัจจุบันนอกจากปัญหาทางด้านเศรษฐ-- กิจที่ทับถมและวิกฤตอยู่แล้วนั้น ปัญหาอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน นั่นก็คือ “ปัญหาทางด้านทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย” ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ในเวทีการค้าระดับนานาชาติ โดยแต่ละประเทศ ต่างก็ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา เพราะถือว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับความอยู่รอดในการดำรงชีวิตของมนุษย์

         .ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายเร่งด่วนในการปฏิรูประบบราชการผ่านพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง โดยได้เร่งจัดตั้งให้มีกระทรวง 20 กระทรวงจากเดิมที่มี 13 กระทรวง ซึ่งกำหนดให้สามารถบังคับให้ใช้ได้ทันในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันแรกของปีงบประมาณ 2546

         โดยกระทรวงหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญกันมากว่าจะเปลี่ยนโฉม และเป็นการรื้อระบบราชการไทยครั้งใหญ่ก็คือ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กทส.)” ซึ่งเป็นกระทรวงใหม่ที่ดึงเอาหน่วยราชการ หลายสิบหน่วยจาก 6 กระทรวงมารวมไว้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการใช้และ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศชาติ โดย “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ การสงวน การอนุรักษ์ และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการจัดการการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และราชการอื่นตามที่ได้มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

         กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบ่งตามภารกิจได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มนโยบายและแผนเชิงยุทธศาสตร์ กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ และกลุ่มสิ่งแวดล้อม โดยโครงสร้างล่าสุด กลุ่มทั้ง 3 จะบรรจุไป ด้วยหน่วยงานดังนี้คือ

1.กลุ่มนโยบายและแผนเชิงยุทธศาสตร์

         - สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (ก.วิทย์)

         - กรมที่ดิน (สำนักงานคณะกรรมการจัดที่ดิน แห่งชาติ)


         - ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ ใน สทวช.

2.กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ

ได้แบ่งเป็นกลุ่มย่อย 4 กลุ่ม คือ

         2.1 กลุ่มทรัพยากรธรณี ที่บรรจุไว้ด้วยหน่วยงานจากกรมทรัพยากรธรณี (บางส่วน)

         2.2 กลุ่มทรัพยากรน้ำ (รวมเอาน้ำบาดาลด้วย) ที่บรรจุไว้ด้วยหน่วยงานจาก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีี (สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ), กรม-- ชลประธาน (บางส่วน), กรมพัฒนาที่ดิน (กองอนุรักษ์ดินและน้ำ, เฉพาะกลุ่มอุทกวิทยาลุ่มน้ำ), กรมพัฒนาและ ส่งเสริมพลังงาน (บางส่วน), กรมทรัพยากรธรณี (กองน้ำบาดาล), กรมโยธาธิการ (กองพัฒนาบ่อบาดาล), กรม เร่งรัดพัฒนาชนบท (บางส่วน), กรมอนามัย (บางส่วน)

         2.3 กลุ่มทรัพยากรป่า บรรจุไว้ด้วยหน่วยงานจาก กรมป่าไม้ (ทั้งกรมยกเว้นงานด้านส่งเสริมการปลูก และงานวิจัยด้านเศรษฐกิจป่าไม้)

         2.4 กลุ่มทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง บรรจุไว้ด้วยหน่วยงานจาก กรมประมง (บางส่วน), กรมป่าไม้ (บางส่วน), กรมพัฒนาที่ดิน (กองวางแผนการใช้ที่ดิน เฉพาะกลุ่มวางแผนการใช้ที่ดินป่าชายเลน) และสศช. (สนง.คณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทย)



รูปที่ 1 โครงสร้างกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ


         3.กลุ่มสิ่งแวดล้อม

         - กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ทั้งกรม)

         - กรมควบคุมมลพิษ (ทั้งกรม)

         - กรมอนามัย (บางส่วน)

         - รัฐวิสาหกิจ : องค์การจัดการน้ำเสีย

         นอกจากโครงสร้างหลักข้างต้นแล้ว ทางคณะ ทำงานด้านวิชาการที่เสมือนเป็นคณะทำงานที่คอยให้ คำแนะนำ ตรวจสอบ และให้คำปรึกษาแก่คณะทำงานหลักซึ่งมีข้าราชการเป็นกรรมการ (คณะกรรมการจัดทำรายละเอียดโครงสร้างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง-- แวดล้อม) ยังเสนอให้มีการจัดตั้งและดำเนินการองค์กร เพิ่มอีก 3 องค์กรโดยในช่วงแรกให้ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ประกอบด้วย องค์กรประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA), องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพ และกลุ่มเลขาธิการคณะกรรมการจัดที่ดิน แห่งชาติ

         โดย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสูงยิ่ง ในการจัดตั้งกระทรวงใหม่นี้ ด้วยตำแหน่งประธานกรรมการจัดทำรายละเอียดโครงสร้างของกระ-- ทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีทรรศนะเกี่ยวกับปรัชญาแนวคิด ความเป็นมา ปัญหา อุปสรรค และ แนวโน้มความเป็นไปของกระทรวงใหม่ว่า จะดำเนินการไปในทิศทางใด ลองมาฟังกันดีกว่าว่าจะมีคำตอบเป็นเช่นไร...



นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม


@ ปรัชญาหลักในการจัดตั้งกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคืออะไร?

         เราคิดจากส่วนของปัญหาต่างๆ ว่า ประเทศไทยมีปัญหาอะไร ทำไมจึงไม่สามารถที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน พร้อมๆ กับการเก็บรักษาทรัพยากรและการจัดการสิ่งแวดล้อม ในอดีตการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเราไม่ได้มีการพัฒนาอยู่บนจุดแข็งบนฐานทรัพยากรของตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่น มีการส่งออกสินค้าอิเล็ก-- ทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรมมาก แต่ว่าอุตสาหกรรม ต่อเนื่องทางด้านการเกษตรที่เป็นจุดแข็งของเรากลับมีการพัฒนาน้อยมาก แต่กลับไปส่งเสริมพืชที่นำเข้ามาปลูกภายในประเทศมากกว่า ซึ่งพืชท้องถิ่นของเราที่มีศักยภาพสูงมักจะถูกทอดทิ้ง ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก โดยเน้นหนักไปพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น

         ในความหลากหลายทางธรรมชาติที่เรามีอยู่ ซึ่งทรัพยากรต่างๆ เหล่านั้น เราไม่เคยเรียนรู้ว่าเรามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง เราไม่เคยเอาสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอด เวลาต่างชาติเอาทรัพยากรของเราไปใช้ เราก็เจ็บปวด

         ชี้ให้เห็นว่า ทั้งๆ ที่เรามีของเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยจำนวนมหาศาล แต่ไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้มัน และไม่เคยคิดที่จะใช้ประโยชน์จากมัน ขาดการต่อเชื่อมมาถึงฐานรากทางสังคมไทย ด้วยเหตุนี้เองคนยากคนจนในประเทศนี้จึงไม่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจระดับมหภาคมากนัก

@ ในอดีตโครงสร้างในการรับผิดชอบเกี่ยวกับ งานด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของไทยเป็นอย่างไร ประสบปัญหาในด้านใดบ้าง?

         ที่ผ่านมา จะมีส่วนราชการที่มีส่วนรับผิดชอบ อยู่บ้าง แต่ว่ามันไม่ใช่งานหลักขององค์กรนั้นๆ เราจัดโครงสร้างการทำงานที่กลับหัวกลับหาง แทนที่จะมีการพูดเรื่องทรัพยากรธรรมชาติก่อน แล้วจึงมีการผลิตตามมา แต่เรากลับพูดถึงการผลิตก่อน แล้วจึงเอาทรัพยากรตามมา ซึ่งทำให้การวางโครงสร้างมันกลับด้าน อาทิเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลกำกับกรมป่าไม้ และกรมป่าไม้เองก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องการจัดการทรัพยากรจะอยู่ในส่วนท้ายๆ กลายเป็นว่า เรื่องของการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นจุดหมายหลัก โดยเน้นเฉพาะพืชเศรษฐกิจ 12 ชนิดหลักๆ เท่านั้น

         รัฐบาล จึงมีความคิดว่า ถ้าหากมีกระทรวงหนึ่ง เข้ามาดูแลในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ โดยทำหน้าที่ในการทำแผนแม่บท ที่จะมีการสงวนรักษา อนุรักษ์ การวิจัยพัฒนาการศึกษาเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการฟื้นฟู ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ จะทำหน้าที่ในการต่อเชื่อมในส่วนการผลิตกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

         ในอดีตประเทศไทยเคยมีของดีๆ ซ่อนอยู่มากมาย อาทิเช่น เราเคยส่งออกหวายไปต่างประเทศปีหนึ่งหลายพันล้านบาท แต่ในปัจจุบันสิ่งต่างๆ เหล่านี้หายหมดแล้ว ถามว่าทำไมเราจึงไม่จัดการส่งเสริมการปลูก การผลิต แปรรูป อย่างต่อเนื่อง ก็ตอบอย่างชัดเจนว่า เพราะเราจัดองค์กรด้านการสงวนและอนุรักษ์ไว้ตรงท้าย ไม่มีการส่งเสริมเรื่องของการฟื้นฟู และการจัดการกับทรัพยากรที่ตนเองมีอย

@หน้าที่หลักและภารกิจของกระทรวงนี้เน้นไป ในด้านใด?

         ภารกิจและหน้าที่ของกระทรวงก็คือ การสร้างความสมดุลทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาไม่มีกระทรวงใด ที่จะไปคัดค้านว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดความสมดุล มันจึงค่อนไปด้านหนึ่ง พูดง่ายๆ คือ คอยถ่วงดุลเอาไว้

         เรื่องทรัพยากรแร่ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ฟื้นฟูไม่ได้ (Non-Renewable) ในอดีตมีการสำรวจขุดเจาะแร่ค่อนข้างจะเสรี ไม่เคยมีการทำแผนอนุญาตอย่างเป็นระบบระ-- เบียบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน ใช้ทรัพยากรตัวนั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยไม่เคยมีการศึกษาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมถ้ามีก็น้อยมาก เช่น การทำเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน พบว่า บางพื้นที่ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก เราไม่เคยคิดว่าภายในประเทศของเรามีแร่อะไรดี ซึ่งเราควรจะเก็บรักษาต่อไปและไม่ควรรีบใช้ให้หมดไป เพราะฉะนั้นกระทรวงนี้หน้าที่หลัก ก็คือการทำแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับมหภาค เชื่อมกับการทำแผนการจัดการทรัพยากรย่อยในแต่ละ ประเภท เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้ เหมืองแร่ ทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น

@ การดึงหน่วยงานมาจาก 6 กระทรวงงานจะ

         ประเทศไทยมีงานที่ทำซ้ำซ้อนกัน เหลื่อมอยู่ใน กระทรวง และองค์กรต่างๆ เยอะมาก นอกจากนั้นแล้ว บางทีงานต่างๆ เหล่านั้นกลับมีการขัดกันเอง แทนที่จะวางแผนไปในทิศทางเดียวกัน เช่น เรื่องของกรมป่าไม้ ซึ่งทำหน้าที่ในการทำแผนการดูแลทรัพยากรป่าชายเลน แต่กรมประมงทำหน้าที่ในการจับสัตว์น้ำในการวิจัย ในบางครั้งบางคราวอำนาจสองอำนาจก็มีการขัดกันเอง และบางทีก็เกิดสุญญากาศทางอำนาจ ไม่รู้ว่าใครดูแล จึงเกิดปัญหาและผลกระทบตามมาทันที

         หรือการฟื้นฟูทะเลไทย มีส่วนราชการในการดูแล มากมาย เช่น กรมประมง กรมป่าไม้ คณะกรรมการฟื้นฟูทะเลไทยและมีอีกหลายหน่วยงานที่ดูแลอยู่ ซึ่งจะหาผู้รับผิดชอบอย่างเด็ดขาด เบ็ดเสร็จไม่ได้ ซึ่งเกิดปัญหาแบบเดียวกันนี้ในทุกหน่วยงาน

         กันนี้ในทุกหน่วยงาน เช่น การขุดเจาะน้ำบาดาล ยิ่งมีปัญหามาก เพราะมีการดูแลเรื่องนี้หลายกรม ประมาณ 7-8 กรม มีการเจาะน้ำบาดาล 220,000 บ่อ ที่ขออนุญาต และไม่มีการขออนุญาตอีกนับแสนบ่อ เท่าที่มีการสำรวจมาจะเห็นได้ว่า ไม่เคยมีการทำแผนเรื่องบ่อบาดาลภายในประเทศไทย มีแต่หน่วยงานที่ขุดเจาะแล้วก็ทิ้ง เจาะแล้วเจาะซ้ำ บางทีหมู่บ้านหนึ่งมีโครงการจาก 2 กรมลงพร้อมกัน เช่น สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) กรมโยธา กรมชลประทาน โดยทุกหน่วยงานมีสิทธิ์เจาะบาดาลได้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเอาหน่วยงานต่างๆ มารวมกันเพื่อที่จะทำแผนในการขุดเจาะน้ำบาดาลร่วมกัน

@ ในสามส่วนหลัก ที่เป็นส่วนของนโยบายและแผนงานทางด้านทรัพยากร และงานด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนไหนที่เล็งเห็นว่า มีการดึงมาอยู่ในหน่วยงานใหม่ ลำบากที่สุด?

         คิดว่าเป็นส่วนของทรัพยากร ที่ค่อนข้างจะมีปัญหา เพราะว่า ครั้งแรกคิดว่าน่าจะเบ็ดเสร็จซะทีเดียว แต่ในความเป็นจริงจะมีอีกหลายอย่างซึ่งไม่สามารถจะทำให้เบ็ดเสร็จได้ ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังติดเรื่องวัฒนธรรมองค์กรมาก ยังแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นเรื่องส่วนรวมและเพื่อประเทศชาติ อันไหนเป็นเรื่องส่วนตัวและองค์กร จึงมีปัญหาอยู่พอสมควร เช่น การจัดการดิน ยังมีปัญหาเรื่องของการแก้ โครงสร้าง

         แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักๆ จะเป็นเรื่องของการจัดทำแผน เพียงแต่ว่าการต่อเชื่อมไปสู่กระทรวงอื่น ดูแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่ ส่วนเรื่องของสิ่งแวดล้อมน่าจะเรียบร้อยดี สำหรับเรื่องของแผนและนโยบายก็ยังต้องมีการ ปรับปรุงต่อ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีปัญหาอยู่บ้าง

@ในอดีต การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีปัญหาขัดแย้งตามมามาก จะดำเนินการปรับปรุง แก้ไขในจุดใดบ้าง?

         เรากำลังตั้งคณะทำงานมาศึกษาเรื่อง “อีไอเอ” ต่อ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าการจัดทำ อีไอเอ ของประเทศไทย มีมาตั้งแต่ พระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม ปี 2535 แต่ยังไม่เคยมีการปรับปรุงอย่างแท้จริงในเชิงคุณภาพ ถึงเวลาแล้วที่จะมีการนำมาทบทวนอีกครั้ง ไม่อยากเห็นการทำ อีไอเอ เหมือนกับกรณี โรงงานไฟฟ้าหินกรูด-บ่อนอก ปากมูล ท่อ ก๊าซที่จะนะ ซึ่งทั้งหมดมีการผ่านอีไอเอมาแล้วทั้งสิ้น แต่ถามว่าทำไม เมื่อผ่านมาแล้วยังมีปัญหาอยู่ ก็เพราะว่า กลไกและขบวนการในการทำ อีไอเอ ยังไม่สมบูรณ์ ยังต้องมีการศึกษาทบทวนเพื่อจะปฏิรูปให้ผลของ อีไอเอ มีการยอมรับกันมากขึ้น

         โดยมีการขึ้นทะเบียนองค์กรที่จัดทำ “อีไอเอ” การจัดการนำเสนอเป็นอย่างไรบ้าง ใครเป็นผู้ตรวจสอบ ผลอีไอเอ และใครเป็นผู้สำรวจผลโดยตลอด ระยะประมาณ 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมา ไม่มีการตรวจสอบผลที่ตามมา จึงทำให้เกิดปัญหา เมื่อทุกฝ่ายไม่มีการตรวจสอบระยะยาว ผล ของอีไอเอ จึงมีเพียงระยะสั้นๆ และทั้งหมดจะจบภายใน โครงสร้าง

         อีไอเอไม่ได้ถูกนำมาปฏิรูปมานานแล้ว ซึ่งตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะมีการตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะถือว่าเป็นประเด็นใหญ่มากของสังคมไทยในอนาคต หากว่าไม่มีการปฏิรูปองค์กรนี้ อนาคตข้างหน้าจะไม่ใครเชื่อถือผลอีไอเออีกต่อไป และในอนาคตจะต้องมีองค์กรอิสระที่มีรัฐธรรมนูญระบุไว้ในมาตราที่ 56 เรื่องของการตั้งองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งสามารถ ทำได้ ตอนนี้ก็กำลังศึกษาเรื่องนี้กันอยู่

         เรื่องโรงบำบัดน้ำเสียที่คลองด่าน ผลของ อีไอเอ ในเรื่องนี้มีปัญหามาก คิดว่าบางที ก็มักง่ายเกินไป แต่ก่อนตอนที่มี พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ลักษณะของสังคมยัง ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก แต่ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว โครงสร้างทางสังคมทางเศรษฐกิจมันมีความซับซ้อนมากขึ้น ปัญหาเชิงซ้อนก็มากขึ้น เพราะฉะนั้นการจะใช้โครงสร้างเดิม ซึ่ง ออกแบบไว้ในสังคมในอดีต เวลาเอามาใช้ในปัจจุบันจึง ล้าสมัยจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงทบทวนให้มันทันสมัยเข้ากับลักษณะปัญหาโครงสร้างทางสังคมในปัจจุบัน และต้องคิดถึงอนาคตด้วย

@ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กทส.) จะทันปี งบประมาณปี 2546 หรือไม่?

         สำหรับ กทส.ค่อนข้างจะมีปัญหาน้อยกว่าในหลาย กระทรวง ถึงแม้จะเป็นกระทรวงใหญ่พอสมควร ที่มีถึง 6 กรม แต่เนื่องจากส่วนใหญ่ทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลเห็นด้วย จึงมีอุปสรรคน้อย ได้มีการเชิญนักวิชาการจากทั่วประเทศมาร่วมคิดร่วมทำงาน ซึ่งทุกฝ่ายก็ตอบสนองเป็นอย่างดี มีการตั้งคณะกรรมการในหลายสาขา การจัดการประชุมที่สม่ำเสมอ และมีเอกสารการประชุมเยอะมาก เพราะฉะนั้น กระทรวงกทส.นี้ไม่มีปัญหาแน่นอน รับรองว่าเสร็จทันแน่นอน

         ตอนนี้โครงสร้างด้านบนหลักๆ ผ่านหมดแล้ว เหลือแต่การเกลี่ยกำลังคนข้างล่าง ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับปฏิบัติ และการถ่ายโอนทรัพย์สิน ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดในระดับกรม โดยแต่และส่วนก็มีนักวิชาการอาวุโสในประเทศไทยมาเป็นหัวหน้าคณะกรรมการในแต่ละสาขาเรียบร้อยแล้ว

         ถ้าหากว่าดูรายชื่อคณะกรรมการแล้วจะเห็นได้ ว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเกือบทั้งหมด อาทิเช่น อาจารย์วิสุทธิ์ ใบไม้ มาเป็นประธานคณะทำงาน อาจารย์สนิท อักษรแก้ว มาเป็นหัวหน้าคณะทำงานยกร่างโครงสร้างภายในกรม ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง อาจารย์อภิชาต อนุกูลอำไพ มาดูแลเรื่องกรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น

         ในส่วนผู้บริหารของกระทรวงใหม่นั้น แม่ทัพในระดับกรมที่เป็นบุคลากรระดับสูงยังไม่มีการจัดวาง ตอนนี้เน้นจัดระดับล่างๆให้จบก่อน ส่วนในระดับสูงต้องมาเกลี่ยกันอีกทีหนึ่ง

         สำหรับเรื่องงบประมาณของกระทรวงนี้ ประมาณ 18,397 ล้านบาท ไม่รวมสำนักงานปลัด เช่น กรมประมงจะเอาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องแยกออกมา โดยนำงบประมาณติดมาด้วย กรมเร่งรัดพัฒนาชนบท ก็เอาเฉพาะส่วนน้ำบาดาลมา ยกเว้นกรมป่าไม้ที่ยกมาทั้งกรม ก็เอางบประมาณทั้งกรมมาด้วย

@งบประมาณเดิมจัดไว้จะเพียงพอและเหมาะสมหรือไม่กับการทำงานที่กว้างขึ้นและอาจจะต้องมีการใช้งบประมาณที่มากขึ้นด้วย แผนงานและเป้าหมายที่กทส. จะดำเนินการในปีแรกและปีต่อๆ ไปเป็นอย่างไร?

         โชคดีที่ประเทศไทยมีการจัดวางโครงสร้างใหม่ ทำให้ข้อจำกัดเรื่องคนในกรมบางกรมหายไป เช่น กรมควบคุมมลพิษที่มีจำนวนคนน้อยมากเพียง 299 คน และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีคน 136 คน ซึ่งไม่พอเหมาะกับงานที่มีขอบข่ายทั้งประเทศ แต่ว่ากรมป่าไม้มีคน 8,314 คน บางทีคนล้นงาน งานล้นคนเราสามารถที่จะเกลี่ยจากกรมหนึ่งไปยังอีกกรมหนึ่ง เช่น กรมประมง งานเรื่องป่าชายเลนที่มีการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง ซึ่งทั้งกรมประมงและกรมป่าไม้มีส่วนในงานวิจัย แต่ว่ากรมประมงไม่มีคน เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่ตั้งใหม่ ไม่สามารถที่เพิ่มอัตรากำลังได้ตามกฎหมายที่ห้ามเพิ่มอัตรากำลัง แต่สามารถจะเกลี่ยจากหน่วยงานกรมป่าไม้มาช่วยงานนี้ได้ นี้คือสิ่งที่ เกิดประโยชน์สูงมากในประเทศไทย เพราะว่างานในลักษณะเดียวกันสามารถเกลี่ยกันได้ง่ายกว่า ซึ่งในอดีตกระทรวงวิทยาศาสตร์ลำบากมากที่จะเกลี่ยคนข้ามไปข้ามมาได้

         ในอดีตต่างกรมจะมีการใช้งบประมาณแตกต่าง กัน จึงทำให้การใช้จ่ายไม่มีเป้าหมายและก็ไม่สามารถจะไปบริการกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน แต่ตอนนี้เม็ดเงินไม่สำคัญเท่ากับการใช้จ่ายเม็ดเงินอย่างมีคุณภาพ มีแผนรองรับและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งมั่นใจว่าจะเกิดผลดีกับประเทศไทยทั้งคู่

         ปีแรกจะมุ่งเน้นเรื่องการทำแผน และการเฝ้าระวัง ผมมั่นใจว่าปีแรกจะมีการใช้งบประมาณอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพด้วย ส่วนในปีถัดไปจะเน้นในเชิงรุกมากขึ้น ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติการฟื้นฟู บนบก ชายฝั่ง และทะเล ซึ่งงบประมาณตรงนี้จะเยอะขึ้น มีการใช้งบ-- ประมาณสู่ประชาชนมากขึ้น ในการสร้างจิตสำนึกในการร่วมการฟื้นฟูมากขึ้น

         รัฐฟื้นฟูด้วยตัวเองไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น จะมีการบังคับใช้กฎหมายต่อไปจะเข้มข้นมากขึ้น เช่น การตั้งโรงงานที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมจะไปตั้งอยู่ในเขตที่มีต้นน้ำลำธารไม่ได้อีก ต่อไป จะมีการเพิ่มอำนาจหน้าที่ใหม่ เช่น กรมป่าไม้จะต้องมีการเฝ้าระวังเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย ทำงานทั้งสองด้านควบคู่กันไป ส่วนราชการที่ดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่มักจะไม่สนใจเรื่องของทรัพยากร ต่อไปนี้จะต้องทำงานร่วมกันด้วย เช่น กรมควบคุมมลพิษ ถ้าหากว่าไปดูเรื่องน้ำเสียภายในบริเวณโรงงาน ก็จะต้องดูเรื่องทรัพยากรน้ำด้วย ว่ามีการจัดการอย่างไร ต้องบูรณาการไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ลักษณะต่างคนต่างทำ ระยะเวลาที่กระทรวงสามารถทำงานได้เต็มที่คิดว่าประมาณ 4-5 ปี ในการทำให้ลงตัว สำหรับการจัดโครงสร้างอย่างละเอียด

         โดยกระทรวงนี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะขัดแย้งโดย-- เฉพาะเป็นฝ่ายค้านในสังคม ไม่อย่างนั้นเราจะมีการใช้ทรัพยากรเพียงอย่างเดียวไม่มีการติดตามเฝ้าระวัง คอย ถ่วงดุล และทำแผนแม่บทในการจัดทรัพยากรในแต่ละชนิด ก่อนที่จะมีการทำธุรกิจในเชิงพาณิชย์ โดยช่วง 5 ปีแรก จะเน้นหนักด้านงานทางวิชาการ

         การจัดตั้งศูนย์หลากหลายทางชีวภาพมีบรรจุอยู่ภายในกระทรวงนี้ด้วย โดยมีทำหน้าที่ในการสำรวจข้อมูลในการวิจัยเบื้องต้น ทั้งพืชสัตว์ จุลินทรีย์ ระบบนิเวศน์ และยังทำหน้าที่ในการศึกษาข้อพันธะสัญญานานาชาติในระดับทวิภาคีและพหุพาคี ว่าเรามีการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรในการลงนามในแต่ละครั้ง

         เพราะในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีส่วนราชการรับผิดชอบ โดยตรง กระทรวงเกษตรก็ดู กระทรวงป่าไม้ก็ดู กระทรวง วิทยาศาสตร์ก็ดู ซึ่งตอนนี้จะนำมารวมเอาไว้ที่นี่ โดยจะ มุ่งเน้นด้านการวิจัยที่ตรงเป้ามากขึ้น ในส่วนที่ประเทศไทยควรจะรู้ มีการใช้หลักธรรมาภิบาล รวบรวมภูมิปัญญา พื้นบ้าน เป็นการวิจัยในเบื้องต้น ไม่ใช่วิจัยในขั้นสูง แต่จะเป็นตัวเชื่อมที่จะส่งให้กระทรวงต่างๆ ไปดำเนินการวิจัย ต่อได้ เช่น โรงงานทำธูป ในอดีตจะมีต้นไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อ “ไม้บง” ใช้เปลือกมาทำธูปหอมส่งขายออกนอกได้เยอะ มาก โรงงานที่ลำปางมี 5-6 โรง แต่ในปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะเอามาจนหมดป่านำเข้าจากลาวและเขมรก็หมดแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าเราไม่มีโครงสร้างที่จะมารับผิดชอบงานทางด้านนี้ โดยตรงและดำเนินงานตรงนี้ได้อย่างต่อเนื่อง บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

         ฟังทรรศนะของท่านรัฐมนตรี “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” แล้ว เราก็ได้แต่หวังนะคะว่า ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของเมืองไทยจะบริบูรณ์ขึ้น จะมีการอนุรักษ์ จัดระเบียบ และมีการป้องกันไม่ให้มีการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาไปสู่กระบวนการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวด--ล้อมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

เรียบเรียงข้อมูลจาก

         - www.manager.co.th/asp-binviewnews.asp?newsid =4576072823404

         - www.manager.co.th/asp-binviewnews.asp?newsid =4529868447184



**ข้อมูลที่ปรากฎบนฐานข้อมูลนี้ อัพเดทล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2549**
ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
สนับสนุนข้อมูลโดย สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บริหารโครงการโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตู้ ปณ. 111 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50202 E-mail: teenet@ist.cmu.ac.th
Gluta, Collagen, Placenta, MF3, VP Slim max, The Top Secret Lipo 8, Lipo 3, Beta-Curve, I-SLYM