TEENET-CMU
ERDI EMAC EPPO
ฐานข้อมูลพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Database)ฐานข้อมูลเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ (Biogas Technology Database)ฐานข้อมูลการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Conservation Database)ฐานข้อมูลวิศวกรรมพลังงาน (Energy Engineering Database)
ฐานข้อมูลการอนุรักษ์พลังงาน
รู้จักกับ EMAC
ฐานข้อมูลวารสารโลกพลังงาน
ฐานข้อมูลข่าวสารพลังงานจากอีแมค (EMAC)
ฐานข้อมูลเอกสารบทความเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์
ฐานข้อมูลสคริปต์เผยแพร่ความรู้ทางวิทยุ
CD ฐานข้อมูลพลังงาน

หน้าหลัก
กระดานความคิด
เครือข่าย TEENET
TEENET-CMU
ลิงค์
ติดต่อโครงการ
วารสารโลกพลังงาน Energy World Journal ปีที่ 6
ฉบับที่ 21
ตุลาคม - ธันวาคม 2546
บทความทั่วไป
5 วิธี ช่วยหน่วยงานประหยัดพลังงาน ประหยัดเงิน
โดย ชัยชาญ ฤทธิเกริกไกร
วิศวกร สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่


         ฟังหัวข้อบทความเรื่องนี้แล้วหลายท่านอาจไม่สนใจ บ้างก็คิดว่าทำไม่ได้จริง หรือบางท่านอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง (เป็นเรื่องของหน่วยงานหรือองค์กร) จริงๆ แล้วเรื่องการประฟหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะหากให้ใครคนใดคนหนึ่งทำคงจะประหยัดไม่ได้ อันนี้พูดจากใจคนที่เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างคนหนึ่งไม่ใช่ว่า “ง๊ก” จนไม่ยอมใช้ แต่การ “ประหยัด” จะใช้พลังงานแต่ละครั้งต้องให้คุ้มค่า และเหมาะสมกับตัวเอง สภาวะแวดล้อม และคนรอบข้าง ยกตัวอย่าง การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ พนักงาน ก. นั่งห่างจากเครื่องปรับอากาศ รู้สึกร้อนจึงไปตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 23oC แต่พนักงาน ข. ซึ่งนั่งหน้าเครื่องปรับอากาศ ต้องใส่เสื้อกันหนาวทำงานเพราะโต๊ะทำงานของพนักงาน ข. จะเย็นมาก ก็หาความพอดีไม่ได้ครับ เพราะพนักงาน ข. หนาวมาก และอยากช่วยประหยัดพลังงาน จะตั้งอุณหภูมิที่ 25oC ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้ 20% แต่ก็จะทำให้พนักงาน ก. รู้สึกร้อน จนทำงานได้ไม่สะดวก ปัญหาดังกล่าวนี้สามารถแก้ไขได้ ช่วยประหยัดพลังงานให้กับหน่วยงานและสร้างความพอดีให้กับพนักงานทุกคนด้วยครับ ติดตามต่อไปนะครับ
         ในบทความนี้จะกล่าวถึงการประหยัดพลังงานในหน่วยงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มหน่วยงานหรือองค์กรประเภทสำนักงาน หรือหน่วยงานของรัฐ แต่ก่อนจะพูดว่ามีวิธีการประหยัดอย่างไร เรามาทำความเข้าใจกับปริมาณพลังงานที่ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิด และเงินที่เสียไปกับค่าไฟฟ้า ค่าเชื้อเพลิงในแต่ละเดือนก่อน เพื่อที่จะสามารถทราบได้ว่าการประหยัดของเราจะประหยัดพลังงานได้เท่าไหร่ ประหยัดเงินได้กี่บาท
         อย่างแรกที่เราต้องรู้จักคือพลังงานไฟฟ้า หรือหน่วยไฟฟ้าที่ใช้สามารถหาได้จากผลคูณของกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้ากับระยะเวลาเป็นชั่วโมงที่เราใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือคิดเป็นสมการได้ดังนี้


การจะประหยัดพลังงานไฟฟ้าสามารถทำได้สองอย่างคือ
         1. ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กลง หรือเลือกซื้อ เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีขนาดเหมาะสมนั่นเอง ตัวอย่างเช่นบริเวณทางเดินหรือในห้องน้ำสามารถใช้หลอดไฟขนาด 18 วัตต์ แทนขนาด 36 วัตต์ การเลือกใช้ตู้เย็นที่มีขนาดเหมาะสมกับจำนวนคนในหน่วยงาน          2. ลดระยะเวลาการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าลง หรือเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้ก็ปิดนั่นเอง เช่นการปิดหลอดไฟ การดึงปลั๊กกระติกน้ำร้อนออก หรือการปิดเครื่องปรับอากาศก่อนเลิกใช้งานประมาณ 30 นาที


รูปที่ 1 แสดงตัวอย่างบิลค่าไฟ

         ลำดับต่อมาที่จำเป็นต้องทราบคือค่าไฟฟ้าต่อหนึ่งหน่วย เพื่อที่จะมาคำนวณหาเงินที่เราเสียไปกับการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าโดยคำนวณจากการนำค่าไฟมาหารจำนวนหน่วยที่ใช้ ถ้าเก็บบิลค่าไฟฟ้าไว้ควรจะคิดเฉลี่ย 1 ปีย้อนหลัง แต่ถ้าไม่ได้เก็บข้อมูลไว้ก็สามารถใช้ข้อมูลแค่ 1 เดือนได้ ดังสมการ


หรือหากจะคิดง่ายๆ แบบไม่ต้องดูบิลค่าไฟ ก็คิดค่าไฟต่อหนึ่งหน่วยประมาณ 2.8 บาท

ตัวอย่าง การคำนวณค่าไฟฟ้าต่อหนึ่งหน่วย จากรูปที่ 1 สามารถคำนวณค่าไฟฟ้าต่อหนึ่งหน่วยได้ดังนี้


จากนั้นเราก็สามารถคิดค่าไฟฟ้าที่เราเสียไปในแต่ละอุปกรณ์ได้ดังนี้


ยกตัวอย่างเช่นเราคงจะพบกันบ่อยกับการลืมปิดไฟทางเดินในช่วงกลางวันเช่นโรงเรียนแห่งหนึ่งภารโรงลืมปิดไฟทางเดิน ค่าไฟฟ้าที่เสียไปกับการเปิดหลอดไฟทิ้งไว้ 1 วัน คิดได้ดังนี้
         หลอดไฟ (หลอดยาว) กินไฟ 36 วัตต์
         บัลลาสต์ กินไฟ 10 วัตต์
         รวมโคมไฟที่มีหลอดยาว 1 หลอดกินไฟ 46 วัตต์




เสียค่าไฟวันละ 1.104 หน่วย x 2.8 บาทต่อหน่วย = 3.09 บาท
ถ้าเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งเดือน เสียค่าไฟเดือนละ 3.09 บาทต่อวัน x 30 วันต่อเดือน = 93 บาท

วิธีที่ 1 ไฟฟ้าแสงสว่างไม่ใช้ก็ปิด
         จากตัวอย่างที่แสดงในข้างต้นอาจกล่าวได้ว่าไฟฟ้าแสงสว่างแม้จะกินไฟไม่มากนัก ประมาณ 3 บาท ต่อวัน ต่อหลอด แต่ลองมานับกันดูว่าในองค์กรหรือหน่วยงานเรามีหลอดไฟกี่หลอด และมักจะใช้สวิทซ์เดียวเปิดร่วมกันหลายๆ โคม ซึ่งทำให้ต้องหันมาสนใจประหยัดไฟฟ้าแสงสว่างกัน
         วิธีการง่ายๆ ในการประหยัดคือปิดเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้ หลอดไฟตรงไหนไม่ใช้ก็ปิดซะ ปิด 1 ชั่วโมงก็ประหยัดเงินได้แล้ว ที่น่าพิจารณามากๆ คือหน่วยงานที่เปิดไฟกลางคืน เช่นสถานศึกษา โรงพยาบาล หรือโรงงานที่ทำงานกะกลางคืน เหล่านี้มักจะพบหลอดไฟที่ลืมปิด ไม่มากก็น้อย ถ้าลืมปิดข้ามวันก็ 3 บาทต่อ 1 หลอด ไม่น้อยเลยนะครับ
         การใช้สวิทซ์เดียวเปิดร่วมกันหลายหลอดก็แก้ไขด้วยการแยกสวิทซ์ หรือวิธีง่ายๆ ที่ไม่เสียเงินคือ ถอดหลอดออกตรงจุดที่ไม่ใช้ ถ้าในห้องมีหลอดไฟหลายโคมแต่เวลานั่งทำงานแค่จุดเดียวก็ถอดหลอดไฟตรงจุดที่ไม่ได้ใช้ออก
         หมั่นตรวจดูว่ามีหลอดไฟเสียหรือไม่ หากพบหลอดไฟเสียซึ่งมักจะเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์หรือที่เรียกติดปากว่าหลอดนีออน ให้รีบถอดออก เพราะหลอดดังกล่าวนอกจากจะไม่ให้แสงสว่างอย่างที่ต้องการแล้ว ยังกินไฟอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
         ส่วนวิธีการอื่นๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าแสงสว่างมีดังนี้
                 วิธีแรก คือการใช้แสงสว่างจากธรรมชาติมาใช้ควบคู่กับการเปิดหลอดไฟ แสงสว่างดังกล่าวมาจากแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันที่ผ่านเข้ามาทางประตู หน้าต่าง ช่องรับแสงต่างๆ นั่นเอง เรามักจะพบว่ามีอาคาร สำนักงานหลายแห่งที่มีการเปิดหลอดไฟใช้ในช่วงกลางวัน ทั้งๆ ที่มีแสงอาทิตย์ให้ความสว่างได้อย่างเพียงพออยู่แล้ว สาเหตุหนึ่งที่ต้องเปิดหลอดไฟใช้เนื่องจากใช้สวิทซ์เปิด-ปิดไฟตัวเดียวควบคุมการทำงานหลอดไฟหลายหลอด เมื่อมีบางส่วนของห้องที่แสงอาทิตย์เข้ามาไม่ถึง จำเป็นต้องเปิดไฟทั้งห้อง ทั้งๆ ที่ส่วนที่ติดหน้าต่างไม่จำเป็นต้องเปิดไฟก็มีแสงสว่างเพียงพออยู่แล้ว เราช่วยประหยัดไฟฟ้าในกรณีนี้ได้โดยการติดตั้งสวิทซ์เปิด-ปิดเพิ่ม โดยแยกเป็นสวิทซ์เปิด-ปิดของหลอดไฟที่แสงอาทิตย์เข้าถึง และที่แสงอาทิตย์เข้าไม่ถึงออกจากกัน ในเวลากลางวันเปิดเฉพาะสวิทซ์ที่แสงอาทิตย์เข้าไม่ถึง ส่วนเวลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์ ครึ้มฟ้าครึ้มฝน หรือเวลากลางคืนจึงเปิดสวิทซ์ทั้งหมดหรือเปิดเฉพาะสวิทซ์ที่ต้องการใช้งาน ก็จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากทีเดียว
                 วิธีที่สอง คือการเลือกใช้สีของเพดาน ฝาผนัง พื้น และเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งเป็นสีอ่อน เนื่องจากสีอ่อนจะช่วยสะท้อนแสงภายในห้อง ทำให้ห้องสว่างขึ้น หากเราใช้เพดาน ฝาผนัง พื้น และเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งสีเข้ม สีเข้มจะดูดกลืนแสงทำให้ห้องดูมืดและยังรู้สึกอึดอัดอีกด้วย ดังนั้น การตกแต่งห้องด้วยสีอ่อนๆ จะช่วยให้เราประหยัดพลังงานได้ เพราะเมื่อห้องสว่างแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟอีก รวมไปถึงการที่เราสามารถลดจำนวนหลอดไฟ จำนวนโคมไฟฟ้าลงได้ เนื่องจากการออกแบบระบบแสงสว่างจะคำนึงถึงการสะท้อนแสงจากเพดาน ฝาผนัง พื้น และเฟอร์นิเจอร์ หากเป็นสีอ่อนก็จะช่วยให้สามารถลดอุปกรณ์ลงได้ ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าอุปกรณ์ และประหยัดค่าไฟอีกด้วย
                 วิธีที่สาม คือการออกแบบระบบแสงสว่างให้เหมาะสมกับห้องที่จะใช้งาน ไม่ออกแบบให้สว่างจนเกินความจำเป็น เริ่มจากก่อนที่จะสร้างสำนักงานหรือกั้นห้อง เราจะต้องรู้ก่อนว่าห้องนั้นจะใช้ทำอะไร ถ้าเป็นห้องรับแขก ห้องประชุม ห้องทำงาน ต้องออกแบบให้มีแสงสว่างที่มากเพียงพอกับการใช้งาน ถ้าเป็นทางเดิน ห้องน้ำ หรือห้องเก็บของ ก็สามารถลดความสว่างจากห้องดังกล่าวข้างต้นลงได้
                 วิธีที่สี่ การจัดวางตำแหน่งของโต๊ะทำงานให้ตรงกับหลอดไฟหรือหน้าต่าง ก็จะช่วยทำให้มีแสงสว่างเพียงพอกับการทำงานโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเปิดไฟอื่นรอบข้างเลย เป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างดีทีเดียว                  นอกจากนี้ การหมั่นทำความสะอาดหลอดไฟ โคมไฟ ก็จะช่วยให้ความสว่างของห้องไม่ลดลง ทั้งยังเป็นการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างได้อีกด้วย

วิธีที่ 2 ใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับห้องทำงาน
         การเลือกซื้อแอร์ให้คุ้มค่าเงิน ใช้แล้วประหยัด นับเป็นปัญหาหนึ่งในการตัดสินใจ เพราะปัจจุบันมีแอร์มากมายหลายยี่ห้อสารพัดแบบ สารพัดออปชั่น ส่องโลกพลังงานมีเคล็ดลับมานำเสนอ แอร์ที่ผลิตในประเทศไทยในปัจจุบันมีคุณภาพของคอมเพรสเซอร์พอๆ กัน ราคาต่างกันตรงยี่ห้อ ค่าโฆษณา และค่าออปชั่นต่างๆ เท่านั้น เครื่องปรับอากาศมีหลายขนาดตามขนาดทำความเย็น มีขนาดการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 880 - 2,500 W ที่ขนาดทำความเย็น 9,000 - 24,000 Btu. ซึ่งควรเลือกขนาดทำความเย็นให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อให้การใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
         ลำดับแรกที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกซื้อแอร์คือขนาด พิจารณาขนาดแอร์ได้จากทำเลที่ตั้งห้องที่จะติดแอร์ ถ้าเป็นห้องที่อยู่ในทำเลไม่มีฝาผนังห้องถูกแดดส่องทั้งวัน โดยเฉพาะแดดตอนบ่าย และห้องไม่ค่อยมีหน้าต่างระบายลม ให้เอา 900 คูณพื้นที่ห้อง แต่ถ้าเป็นห้องมีอยู่ในทำเลดี ไม่ค่อยร้อนให้เอา 750 คูณพื้นที่ห้อง เช่นห้องนอนขนาด 16 ตารางเมตร (กว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร) ตั้งอยู่ในทำเลไม่ดี เอา 900 คูณจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น 14,400 บีทียู ก็ให้เลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่สูงขึ้นมาอีกนิด คือขนาด 15,000 บีทียู หรือขนาด 16,000 บีทียู เพราะขนาด 14,400 บีทียูไม่มีขาย และถ้าห้องอยู่ในทำเลไม่ค่อยร้อน เมื่อเอา 750 คูณจะได้ค่าออกมาเป็น 12,000 บีทียู ก็ให้ซื้อแอร์ขนาดนั้น ถ้าไม่มีก็ให้เลือกซื้อขนาดที่สูงขึ้นใกล้เคียงกับค่าที่เราคำนวณได้ เพราะขนาดของแอร์นั้นเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องซื้อให้ได้ขนาด พอดีกับตัวห้อง ถ้าซื้อผิดไป เครื่องจะทำงานหนัก พังเร็ว ซื้อใหญ่ไปก็กินไฟมากโดยไม่จำเป็น
         ออปชั่นของแอร์ที่ควรมีคือ sleep หรือ economy (จะมีประโยชน์มากกรณีที่ใช้ที่บ้านครับ ส่วนในหน่วยงานคงใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนัก) ถ้าอยากรู้ว่าแอร์ที่หน่วยงานมีหรือไม่มีให้สังเกตได้ที่ไฟตรงรีโมทแอร์ ซึ่ง ออปชั่นนี้จะช่วยปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นเวลานอน เนื่องจากปรกติเวลาเราเปิดแอร์ตอนหัวค่ำอากาศจะร้อนเพราะความร้อนจากแดดที่สะสมอยู่ในผนังปูนเพิ่งจะคายออกมา แต่พอตกดึกความร้อนดังกล่าวจะหมดไป หากเปิดที่อุณหภูมิเดิมก็จะทำให้เรารู้สึกหนาวจนต้องห่มผ้าห่มนอน เมื่อเรากดใช้ออปชั่น sleep หรือ economy แล้ว ช่วงหัวค่ำแอร์ยังทำงานรักษาอุณหภูมิให้น่านอนเหมือนเดิม แต่พอตกดึกแอร์ก็จะปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นทีละองศาโดยอัตโนมัติ ทำให้เราหลับสบายจนถึงเช้าโดยไม่ต้องพึ่งผ้าห่ม และยังเป็นการประหยัดค่าไฟอีกด้วย
         นอกจากนี้แอร์ที่เลือกซื้อควรจะมีออปชั่น Fan Only ซึ่งเป็นการเปิดพัดลมเพียงอย่างเดียวส่วนคอมเพรสเซอร์จะหยุดทำงาน ประโยชน์ของออปชั่นนี้คือ เราสามารถปิดคอมเพรสเซอร์ไม่ให้ทำงานขณะที่พัดลมยังทำงานอยู่ เช่นห้องนอนหลังจากตื่นนอนก็กดออปชั่น Fan Only ใช้ อากาศในห้องที่ติดแอร์ก็จะยังมีความเย็นเหลืออยู่อีกระยะหนึ่ง ซึ่งมีพัดลมทำหน้าที่ระบายอากาศอยู่ช่วยให้ประหยัดไฟ แต่ยังมีความเย็นให้รู้สึกสบายก่อนออกจากห้องระยะหนึ่ง นอกจากนี้การปิดแอร์ทันทีขณะที่คอมเพรสเซอร์ในห้องยังเย็นจัดและเมื่อปิดเครื่องพัดลมแอร์ก็ไม่ทำงาน ไอน้ำที่กระจายอยู่ทั่วหน่วยงาน จะลอยไปจับตัวกันเป็นหยดน้ำที่คอมเพรสเซอร์ แอร์มีหยดน้ำจับอยู่เมื่อสารพัดฝุ่นลอยเข้าไป สิ่งที่ตามมาคือฝุ่นจะกลายเป็นขี้เลน เกาะหนึบติดคอมเพรสเซอร์ ผลก็คือขี้เลนจะกลายเป็นฉนวน ทำให้คอมเพรสเซอร์ส่งความเย็นได้ช้า กว่าจะเย็นได้ที่ แอร์ต้องทำงานหนัก กินไฟมากกว่าปกติ
         ส่วนออปชั่นกรองอากาศนั้น แล้วแต่ความต้องการของผู้ซื้อ มีหรือไม่มีก็ไม่มีผลแตกต่างนัก ที่สำคัญที่จะลืมไม่ได้คือต้องทำการล้าง Filter หรือแผ่นกรองอากาศ ถ้าห้องที่ติดแอร์มีฝุ่นมากก็ล้าง 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง ถ้าห้องที่ไม่มีฝุ่นสามารถล้าง 1-3 เดือนต่อครั้งก็ไม่มีปัญหา ล้างกรองอากาทำได้ง่ายไม่เสียเงิน แถมช่วยประหยัดไฟอีกด้วย ส่วนผลประหยัดที่ได้นั้นคิดเป็น 7.71 %
         พอเลือกแอร์ได้แล้ว ควรดูการเก็บงานของช่างให้เรียบร้อย และหมั่นบำรุงรักษาแอร์อยู่เสมอ ไม่งั้นแอร์ที่ว่าประหยัดไฟก็กินไฟได้เหมือนกัน แถมยังต้องเสียค่าซ่อมที่ละหลายเงินทีเดียว

ตัวอย่างที่ 1 บ้านหลังหนึ่งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและจำนวนชั่วโมงของการใช้งานดังนี้

มาตรฐานปรับอากาศ ค่าEER ค่ากำลังไฟฟ้า(กิโลวัตต์) กิโลวัตต์ต่อตันความเย็น ค่าไฟฟ้าต่อเดือน (บาท)
6 ชั่วโมง/วัน 8 ชั่วโมง/วัน 24 ชั่วโมง/วัน
เบอร์ 16.63.641.821,4661,9555,865
เบอร์ 27.63.161.581,2731,6985,093
เบอร์ 38.62.791.401,1251,5004,501
เบอร์ 49.62.501.251,0081,3444,032
เบอร์ 510.62.261.139131,2173,652
หมายเหตุ : กำหนดให้ 1 เดือนเท่ากับ 30 วัน ค่าไฟฟ้า 2.8 บาทต่อหน่วย Load Factor เท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์

ข้อควรรู้
         - ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 มีขนาดถึง 25,000 Btuh หรือประมาณ 2 ตัน เท่านั้น
         - ถ้าเปิดพัดลมช่วยให้ความเย็นในห้อง จะสามารถตั้งอุณหภูมิได้สูงถึง 28-30 C โดยยังเย็นสบายเหมือนเดิม และสามารถประยุกต์ใช้ในห้องที่มีขนาดใหญ่ หรือในสำนักงานที่มักมีโต๊ะหรืออุปกรณ์สำนักงานขวางทิศทางลม ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้มากทีเดียว

        • การประหยัดพลังงานของเครื่องปรับอากาศอย่างแรกคือ การลด ละ เลิก สามารถปฏิบัติได้โดย
                 - ไม่ตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกิดความร้อนเช่นตู้เย็น กระติกน้ำร้อนในห้องที่มีการปรับอากาศ
                 - ตั้งอุณหภูมิที่ระดับร่างกายรู้สึกสบาย โดยไม่ต่ำกว่า 25 C และทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 C จาก 25 C จะช่วยประหยัดไฟได้ร้อยละ 10 แต่ไม่ควรเกิน 28 C ขึ้นไป เพราะจะไม่รู้สึกเย็น แต่เครื่องยังทำงานอยู่
                 - ถ้าไม่อยู่ในห้องมากกว่า 1 ชั่วโมง ควรปิดเครื่องปรับอากาศ และปิดเครื่องปรับอากาศก่อนออกจากห้อง อย่างน้อย 30 นาที (ระยะเวลานี้ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับภาระความร้อนในห้องและการรั่วไหลของอากาศในห้อง ถ้าภายในห้องไม่มีภาระความร้อนเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเฟอร์นิเจอร์ และมีการรั่วไหลของอากาศน้อยเช่นห้องที่ปิดสนิทมิดชิด ก็สามารถปิดเครื่องปรับอากาศก่อนออกจากห้องได้เป็นชั่วโมงเลยครับ)
                 - ไม่ปลูกต้นไม้หรือสร้างความชื้นในห้องที่มีการปรับอากาศ เพราะความชื้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น (เราจะรู้สึกเย็นสบายเนื่องจากอุณหภูมิลดลง และ/หรือ ความชื้นในอากาศลดลง)
        • ลำดับต่อมาคือการประหยัดโดยวิธี การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำได้โดย
                 - เลือกขนาดเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับห้อง
                 - ทาสีผนังด้านนอกด้วยสีอ่อน เพื่อสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้าสู่อาคาร
                 - ติดตั้งกันสาดมู่ลี่ให้กับหน้าต่าง เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด
                 - อุดรูรั่วต่างๆ ของห้อง เพื่อลดการรั่วไหลของอากาศเย็น และลดภาระจากความร้อนของอากาศด้านนอกที่จะเข้ามาในห้อง
        • และต้องดูแลรักษาและใช้เครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี ซึ่งทำได้โดย
                 - หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้มีฝุ่นเกาะ จะประหยัดไฟร้อยละ 5-7
                 - อย่านำสิ่งของไปวางขวางทางลมเข้า-ออกของชุดระบายความร้อนที่อยู่นอกบ้าน ทำให้เครื่องระบายความร้อนไม่ดี ทำงานหนักและเปลืองไฟ
                 - อย่าติดตั้งชุดระบายความร้อนใกล้ผนังเกินไป เพราะเครื่องจะใช้ไฟมากขึ้นร้อยละ 15-20 ควรตั้งให้ห่างอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อระบายความร้อนได้ดี
                 - อย่านำสิ่งของขวางทางลมเข้า-ออกของเครื่องปรับอากาศ เพราะเครื่องจะทำงานหนักและเปลืองไฟ
        • นอกจากพลังงานไฟฟ้าที่เครื่องปรับอากาศใช้แล้ว ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกชนิดหนึ่งที่มักจะใช้ในห้องปรับอากาศ นั่นคือ พัดลมระบายอากาศ ซึ่งมีอยู่หลายขนาดตั้งแต่ 6-12 นิ้ว ใช้กำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 25-27 W ตามลำดับ เราสามารถอนุรักษ์พลังงานของพัดลมระบายอากาศได้โดย
                 - ไม่เปิดพัดลมระบายอากาศทิ้งไว้ เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้อง
                 - งดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศเพื่อลดการใช้พัดลมระบายอากาศ
                 - เลือกขนาดของพัดลมระบายอากาศให้พอเหมาะกับสภาพการใช้งาน และตั้งความเร็วพัดลมให้พอเหมาะ ไม่เร็วหรือช้าเกินไป จะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี และเป็นการประหยัดไฟอีกด้วย

วิธีที่ 3 ตั้งค่าคอมพิวเตอร์ช่วยประหยัดค่าไฟ
         จากความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของอาคารสำนักงานและโรงงานทั่วไป ได้รับความนิยมสูงขึ้น ประกอบกับการพัฒนาให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถในการทำงานได้มากขึ้น มีความเร็วในการประมวลผลมากขึ้น ความนิยมดังกล่าวประกอบกับความสามารถของคอมพิวเตอร์ทำให้จำนวนคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์หลักที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วยตัวคอมพิวเตอร์เอง และจอภาพ ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าที่ใช้ขณะรอทำงาน ดังนี้

ชนิดกำลังไฟฟ้าขณะที่ใช้งาน (วัตต์)
คอมพิวเตอร์ชนิดตั้งโต๊ะ จอภาพสี SVGA 17 นิ้ว120
คอมพิวเตอร์ชนิดตั้งโต๊ะ จอภาพสี SVGA 14 นิ้ว100
คอมพิวเตอร์ชนิดตั้งโต๊ะ จอภาพสี VGA 14 นิ้ว85
คอมพิวเตอร์ชนิดตั้งโต๊ะ จอภาพขาวดำ 14 นิ้ว70
คอมพิวเตอร์ชนิดกระเป๋าหิ้ว (Notebook)20

         โดย SVGA ย่อมาจาก Super Video Graphics Array ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้ามากกว่า VGA ซึ่งย่อมาจาก Video Graphics Array และหากคอมพิวเตอร์ต่ออุปกรณ์อื่นเสริมเข้าไปก็จะยิ่งใช้พลังงานไฟฟ้ามากตามไปด้วยเช่น ลำโพง, ปรินเตอร์ ,สแกนเนอร์ เป็นต้น
         เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ให้ประหยัดพลังงานด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้ครับ
                 1. ปิดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ หลังเลิกใช้งานพร้อมทั้งดึงปลั๊กออกด้วย เพื่อลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าโดยเปล่าประโยชน์
                 2. ปิดจอภาพในเวลาพักเที่ยงหรือในกรณีที่ไม่ได้ใช้งานนานกว่า 15 นาที เนื่องจากจอภาพเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ไฟกว่า 70 % ของเครื่องคอมพิวเตอร์ และควรสั่งให้ระบบประหยัดพลังงานอัตโนมัติที่มากับเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน
                 3. ซื้อเฉพาะอุปกรณ์สำนักงานที่มีสัญลักษณ์ Energy Star (คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันส่วยใหญ่จะมีมาตรฐานนี้แล้วครับ) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รับรองประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน และตรวจสอบว่าระบบประหยัดพลังงานสามารถทำงานได้จริง ซึ่งกำลังไฟฟ้าที่ใช้ขณะรอทำงานของคอมพิวเตอร์ทั่วไปและคอมพิวเตอร์ Energy Starเป็นดังนี้
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ Energy Starคอมพิวเตอร์ทั่วไป
จอภาพไม่เกิน 15 วัตต์60 วัตต์
ตัวเครื่องไม่เกิน 30 วัตต์30 วัตต์
รวมไม่เกิน 45 วัตต์90 วัตต์

                 4. ซื้อจอภาพที่มีขนาดเหมาะสมกับการใช้งาน เช่น จอภาพ 14 นิ้ว ใช้กำลังไฟฟ้าน้อยกว่าจอภาพ 17 นิ้ว ประมาณ 20 %

         ปริ๊นเตอร์หรือเครื่องพิมพ์งาน เป็นอุปกรณ์ที่มักจะพบเห็นอยู่กับคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามลักษณะการทำงานคือ
                 - เลเซอร์ปริ๊นเตอร์ (Laser Printer) มีความเร็วในการพิมพ์สูง คุณภาพดีเยี่ยม เงียบ แต่ใช้พลังงานสูง กำลังไฟฟ้าขณะรอทำงาน 60 - 70 วัตต์
                 - ปริ๊นเตอร์ชนิดพ่นหมึก (Inkjet Printer) คุณภาพในการพิมพ์ดี แต่ด้อยกว่าเลเซอร์ปริ๊นเตอร์ สามารถพิมพ์ได้ทั้งสีและขาวดำ ใช้กำลังไฟฟ้าขณะรอทำงาน 3 - 5 วัตต์
                 - ปริ๊นเตอร์ชนิดเข็ม คุณภาพในการพิมพ์ต่ำ ในขณะพิมพ์มีเสียงดัง ใช้กำลังไฟฟ้าขณะรอทำงาน 7 - 15 วัตต์
         ซึ่งปริ๊นเตอร์แต่ละชนิดยังมีความหลากหลายทั้งในด้านระบบการทำงาน ความละเอียดในการพิมพ์ และความเร็วในการพิมพ์งาน เราจึงจำเป็นต้องเลือกซื้อปริ๊นเตอร์ให้เหมาะสมกับการทำงาน นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาอีกด้วยเช่นกระดาษที่ใช้ ชนิดและราคาของหมึก เป็นต้น โดยมีข้อสังเกตในการเลือกซื้อดังนี้
                 1. หากซื้อเลเซอร์ปริ๊นเตอร์ ควรเลือกซื้อเครื่องที่มีระบบประหยัดพลังงาน หรือที่มีสัญลักษณ์ Energy Star ซึ่งกำลังไฟฟ้าขณะรอทำงานจะลดลงเหลือ 15 - 45 วัตต์ หลังจากไม่ได้ใช้งาน 15 - 60 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของปริ๊นเตอร์ ระบบประหยัดพลังงานเหล่านี้มักจะถูกตั้งให้ทำงานโดยอัตโนมัติมาจากผู้ผลิตแล้ว
                 2. เลือกซื้อปริ๊นเตอร์ที่มีความเร็วเหมาะสมกับงานที่ใช้ เช่นสำนักงานขนาดเล็กมีผู้ใช้ไม่มาก ปริมาณงานพิมพ์น้อยก็ควรเลือกปริ๊นเตอร์ความเร็วต่ำ ( 1 - 7 หน้าต่อนาที) ใช้กำลังไฟฟ้า 15 วัตต์ ขณะรอทำงาน ส่วนสำนักงานขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้หลายคนมีงานพิมพ์มาก ควรเลือกใช้ปริ๊นเตอร์ความเร็วสูง (8 หน้าต่อนาทีขึ้นไป) ใช้กำลังไฟฟ้า 30 - 45 วัตต์ขณะรอทำงาน
                 3. ใช้ปริ๊นเตอร์แบบพ่นหมึก เนื่องจากใช้กำลังไฟฟ้าขณะรอทำงานต่ำ ให้คุณภาพงานดี
                 4. ใช้ปริ๊นเตอร์ระบบเครือข่าย (Network Printer) ติดตั้งใช้งานสำหรับผู้ใช้หลายคน เพื่อลดกำลังไฟฟ้าขณะรอทำงานโดยรวม กล่าวคือ ปริ๊นเตอร์มักจะถูกเปิดทิ้งไว้โดยไม่ใช้งาน ดังนั้นถ้ามีปริ๊นเตอร์ ก็จะสิ้นเปลืองพลังงาน ขณะรอทำงานเมื่อเทียบกับปริ๊นเตอร์ระบบเครือข่ายเพียงเครื่องเดียว

                 การใช้ปริ๊นเตอร์อย่างชาญฉลาดทำได้โดย
                         1. ปิดปริ๊นเตอร์หรือดึงปลั๊กไฟออกหลังเลิกงาน และในวันหยุด
                         2. ควรตรวจทานข้อความบนจอภาพโดยใช้คำสั่ง Print Preview

         ใช้กระดาษใช้แล้ว 1 หน้า (Reused Paper) สำหรับพิมพ์เอกสารที่ไม่สำคัญ หรือเพื่อต้องการตรวจทานความถูกต้องของข้อความ และเลือกชนิดของการพิมพ์แบบประหยัด (Economy Fast) เพื่อเป็นการประหยัดหมึกพิมพ์
         นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายเช่น ลำโพง เครื่องสแกนภาพ กล้อง ซึ่งเมื่อใช้คอมพิวเตอร์เสร็จแล้วควรปิดสวิทซ์ไฟอุปกรณ์เหล่านี้ทั้งหมด หากการปิดทำได้ลำบาก หรือไม่สะดวก อาจจะเนื่องมาจากพื้นที่ตั้งอุปกรณ์ หรือจำนวนอุปกรณ์ที่มีมาก ก็อาจจะใช้ปลั๊กไฟที่มีสวิทซ์ปิด-เปิด ก็จะทำให้สะดวกขึ้น

ข้อควรรู้
         • คอมพิวเตอร์กินไฟมากที่สุดที่จอภาพ
         • การปิดสวิทซ์ ควรปิดสวิทซ์ทั้งหมด ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ จอภาพ ลำโพง เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่นๆ หรือจะใช้ปลั๊กไฟที่มีสวิทซ์ปิด-เปิดด้วยก็จะช่วยให้สะดวกขึ้น

วิธีที่ 4 ถอดปลั๊กไฟกระติกน้ำร้อน และเครื่องทำน้ำเย็น
         อุปกรณ์ 2 ประเภทนี้ แม้จะกินไฟไม่มากเท่าเครื่องปรับอากาศ แต่เวลาที่ใช้ต้องเสียบปลั๊กไว้ตลอดเวลา ควรถอดปลั๊กทุกครั้งที่เลิกใช้ โดยเฉพาะ ช่วงเย็นหลังเลิกงาน และวันหยุด เสาร์ อาทิตย์
         ตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้กำลังไฟฟ้าที่สูงมาก เพราะต้องเสียบปลั๊กไฟอยู่ตลอดแต่ก็สามารถประหยัดไฟฟ้าที่ใช้กับตู้เย็นได้ดังนี้
                 1.พิจารณาเลือกซื้อตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟ และแน่นอนว่าต้องเป็นเบอร์ 5
                 2.ใช้ตู้เย็นที่มีขนาดและรุ่นที่เหมาะสมกับการใช้สอยและจำนวนสมาชิกในครอบครัว
                 3.ไม่ควรติดตั้งตู้เย็นติดผนังหรือใกล้กับแหล่งกำเนิดความร้อนใดๆ
                 4.เปิด-ปิด ตู้เย็นเท่าที่จำเป็น เพราะความเย็นภายในตู้จะไหลออกข้างนอกและคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักมากขึ้น
                 5.ไม่นำอาหารที่มีอุณหภูมิสูง มาไว้ในตู้เย็นทันที เพราะจะทำให้ความเย็นในตู้เย็นสูญเสียไฟโดยเปล่าประโยชน์ และคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนัก
                 6.หมั่นทำความสะอาดแผงระบายความร้อนหลังตู้เย็นเสมอ เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดี
         เพียงเท่านี้ เราก็สามารถลดค่าไฟฟ้าภายในหน่วยงานได้และยังเป็นการช่วยประหยัดพลังงานให้กับประเทศชาติอีกด้วย
         กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการต้มน้ำเพื่อใช้ดื่ม จัดเป็นอุปกรณ์ที่ถือว่าสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าสูงอีกชนิดหนึ่ง ทำงานโดยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดความร้อนที่อยู่ภายในเครื่อง แล้วนำความร้อนที่ได้ไปใช้ต้มน้ำ โดยทั่วไปมีขนาดการใช้ กำลังไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 500-1,300 วัตต์ การใช้งานให้ประหยัดพลังงานทำได้โดย
                 1. เลือกซื้อรุ่นที่มีฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสามารถเก็บความร้อนของน้ำภายในกระติกได้นาน ไม่ต้องเสียบปลั๊กอุ่นน้ำตลอดเวลา
                 2. ใส่น้ำให้พอเหมาะกับความต้องการ และไม่สูงกว่าระดับที่กำหนดไว้ในตัวเครื่อง เพราะยิ่งมีน้ำในกระติกมาก ก็จะยิ่งสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในการทำความร้อนมาก
                 3. ระวังไม่ให้น้ำแห้งหรือต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ในเครื่อง เพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรในกระติกน้ำร้อนได้
                 4. เมื่อไม่ต้องการใช้น้ำร้อนแล้ว ควรดึงปลั๊กออก เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองพลังงาน
                 5. หากต้องการใช้น้ำร้อนเป็นระยะเวลานานๆ เช่น กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าในสำนักงาน โรงพยาบาล ไม่ควรดึงปลั๊กออกบ่อยๆ เพราะหากอุณหภูมิน้ำลดลงจะสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความร้อนใหม่
                 6. ไม่นำสิ่งใดๆ มาปิดช่องไอน้ำ
                 7. ไม่ควรตั้งกระติกน้ำร้อนไฟฟ้าไว้ในห้องที่มีการปรับอากาศ เพราะจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น
                 8. ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในสภาพใช้งานได้อยู่เสมอ

วิธีที่ 5 ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่าตลอดการเดินทาง
         เรื่องรถราก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องพูดถึง เพราะนอกจากต้องซื้อรถราคาแพงๆ (บางหน่วยงานใช้วิธีเช่า) มีค่าบำรุงรักษาแล้วยังต้องกลุ้มใจกับค่าน้ำมันรถอีก ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวนขึ้นๆ ลงๆ ท่านทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยต้องใช้เงินเกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาให้คนไทยใช้กัน และเราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางในชีวิตประจำวันของเราต้องใช้น้ำมันเป็นหลัก ดังนั้น ถ้าเรารู้จักวิธีการที่จะประหยัดพลังงานในการเดินทางแล้ว จะสามารถช่วยลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้
         แม้ว่าในปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ได้พัฒนาไปมาก โดยสามารถทำให้เครื่องยนต์ลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้ แต่ก็ยังสามารถประหยัดพลังงานในการเดินทางได้ ด้วยเทคนิคและวิธีการต่างๆ ดังนี้
                 1. หากไปต้องใช้รถยนต์ส่งของใกล้ๆ หน่วยงาน อาจจะใช้รถมอเตอร์ไซด์แทน ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ทุกครั้ง โดยเฉพาะถ้ามีของไม่มากนัก
                 2. ควรวางแผนเส้นทางก่อนเดินทางทุกครั้ง เพื่อเลือกทางที่ใกล้ที่สุดหรือใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานหรือลดความสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงต่อวันลงได้ รวมทั้งลดเวลาในการเดินทางด้วย
                 3. เดินทางเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพื่อประหยัดน้ำมัน บางครั้งเรื่องบางเรื่องอาจจะติดต่อกันทางโทรศัพท์ก็ได้ จะสามารถประหยัดน้ำมันและประหยัดเวลา
                 4. กำหนดเวลารับ-ของ เพื่อป้องกันการทำงานซ้ำซ้อน และช่วยประหยัดเชื้อเพลิง
                 5. ก่อนไปพบใคร ควรโทรศัพท์ไปสอบถามก่อนว่าเขาอยู่หรือไม่ จะได้ไม่เสียเที่ยว ไม่เสียเวลา ไม่เสียน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์
                 6. ควรใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์ อินเตอร์เน็ท หรือใช้บริการส่งเอกสาร แทนการเดินทางด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดน้ำมัน
                 7. ใช้ระบบการใช้รถร่วมกันหรือคาร์พูล (Car pool) ไปไหนมาไหน ที่หมายเดียวกัน ทางผ่านหรือใกล้เคียงกัน ควรจะใช้รถคันเดียวกัน
                 8. ควรจะเรียนรู้เส้นทางลัดหรือเส้นทางที่มีสัญญาณไฟจราจรหรือมีทางแยกน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องเดินทางยาวนานและไม่ต้องเผชิญปัญหารถติด
                 9. สอบถามเส้นทางที่จะเดินทางไปให้แน่ชัด หรือศึกษาแผนที่ให้ดี เพื่อจะได้ไม่หลงทาง ไม่เสียเวลา และไม่เปลืองน้ำมันในการค้นหา
                 10. หลีกเลี่ยงเวลาเดินทางไป-กลับ ในช่วงเวลาที่มีการจราจรติดขัด
                 11. เมื่อต้องเดินทางระยะไกล เช่น ไปต่างจังหวัด หากไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนบุคคลแล้ว ควรหันมาใช้รถโดยสารประจำทางหรือรถไฟ
                 12. หมั่นตรวจสอบสภาพรถตลอดเวลาและก่อนการเดินทางไกล
         หากท่านปฏิบัติได้ตามวิธีการดังที่กล่าวมาในข้างต้น ก็จะสามารถประหยัดเงินของท่านในการเติมน้ำมัน และยังเป็นการช่วยประเทศชาติประหยัดพลังงานด้วย

         นอกจากนี้วิธีการขับรถอย่างถูกวิธีก็สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ เพราะการขับรถอย่างถูกวิธีนั้น นอกจากจะมีส่วนช่วยยืดอายุการใช้งานรถยนต์ออกไปให้ยาวนานขึ้นแล้วยังทำให้เราสามารถลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงลงได้ ดังนั้น ผู้ขับขี่จึงควรปฏิบัติตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้ เพื่อให้เกิดการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
                 1. ไม่ควรเร่งเครื่องยนต์ก่อนออกรถ การเร่งเครื่องให้มีความเร็วรอบสูงจะทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อเครื่องยนต์มีความเร็วรอบสูง อัตราความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงจะสูงตามไปด้วย เมื่อออกรถเราไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องยนต์ โดยทั่วไปความเร็วรอบที่เหมาะสมสำหรับการออกรถประมาณ 1,100 - 1,250 รอบต่อนาที
                 2. ควรดับเครื่องยนต์เมื่อรถติดหรือต้องจอดรถคอยเป็นเวลานาน การปล่อยให้เครื่องยนต์ติดอยู่เฉยๆ เป็นเวลานานกว่า 1 นาที จะสูญเสียน้ำมันมากกว่าดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่ และหากการติดเครื่องจอดอยู่เฉยๆ เป็นเวลา 5 นาที นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันไปโดยเปล่าประโยชน์ 0.3 ลิตรแล้ว น้ำมันส่วนที่เผาไหม้ไม่หมด ซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เกิดการสึกหรอในเครื่องยนต์ได้
                 3. ควรขับรถโดยใช้ความเร็วมาตรฐาน การขับรถด้วยความเร็วสูง จะต้องใช้ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงตาม ดังนั้น หากเราควรควบคุมความเร็วในอัตราที่เหมาะสม คือประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากขับที่ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะใช้น้ำมันมากขึ้น ประมาณร้อยละ 17
                 4. ใช้เกียร์ให้ถูกวิธีโดยให้แต่ละระดับสัมพันธ์กับความเร็วรอบของเครื่องยนต์ ไม่ควรใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ 1 และ 2) ที่ความเร็วรอบสูง หรือใช้เกียร์สูง (เกียร์ 3, 4 และ 5) ที่ความเร็วรอบต่ำ จะมีผลให้กำลังเครื่องตกและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าปกติ
                 5. ควรเปิดเครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็น โดยทั่วไปรถยนต์ที่ใช้เครื่องปรับอากาศ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 25 ดังนั้น หากเราเปิดใช้เครื่องปรับอากาศตามความจำเป็นและไม่ปรับให้เย็นมากจนเกินไป เช่น ถ้าอากาศภายนอกรถเย็นสบายอย่างในช่วงเวลาเช้าก็ไม่ควรเปิด ซึ่งจะสามารถลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลงได้เป็นอย่างมาก
                 6. ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป ในกรณีที่เราบรรทุกน้ำหนักเกินเพียง 50 กิโลกรัม จะทำให้ระยะทางที่วิ่งได้ต่อน้ำมัน 1 ลิตรสั้นลง 1 กิโลเมตร ดังนั้นจึงควรสำรวจดูรถ หากมีสิ่งของที่ไม่จำเป็นก็ควรนำออกมา
                 7. ควรใช้คลัชให้ถูกต้อง อย่าเลี้ยงคลัชขณะจอดรถติดบนทางขึ้นสะพานหรือทางขึ้นเนิน เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองคลัชและน้ำมันเชื้อเพลิง ควรหลีกเลี่ยงโดยใช้เบรคหรือเบรคมือช่วยแทน หรือการที่เราเร่งเครื่องอย่างแรงขณะออกรถแต่ยังปล่อยคลัชไม่สุด หรือเมื่อเข้าเกียร์เสร็จแล้ววางเท้าไว้บนแป้นคันเหยียบคลัช ก็จะเป็นสาเหตุทำให้สิ้นเปลืองลูกปืนกดคลัช ผ้าคลัช และน้ำมันเชื้อเพลิงเช่นเดียวกัน
                 8. ไม่ควรออกรถเร็วและเบรคอย่างรุนแรง เพราะการออกรถพรวดพราดด้วยความเร็วสูงหรือเลี้ยวอย่างเร็วหรือเบรคอย่างกระทันหันหรือเบรคอยู่บ่อยๆ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและยังเป็นสาเหตุทำให้เครื่องยนต์ เครื่องส่งกำลัง ผ้าเบรค และยางรถเกิดการชำรุดสึกหรอเร็วขึ้น อีกทั้งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายด้วย
         หลังจากนั้นที่ขาดไม่ได้คือ การตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะจะทำให้เราทราบสมรรถนะของเครื่องยนต์และอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในหลายๆ ด้าน เพิ่มความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งยังเป็นการยืดอายุการใช้งานรถยนต์ให้ยาวนานขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้ขับขี่รถยนต์เองและต่อประเทศชาติโดยรวม
         ระบบต่างๆ ในรถยนต์ล้วนมีความสำคัญต่อการทำให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน โดยระบบที่สำคัญๆ ที่ควรพิจารณา มีดังนี้
         1. ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง เราสามารถสังเกตและหาสาเหตุของการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นกว่าปกติอย่างง่ายๆ โดยดูว่าน้ำมันรั่วหรือไม่ โดยสังเกตจากบริเวณพื้นถนนใต้รถที่จอดอยู่ หากพบว่ามีรอยเปียกของน้ำมันหรือได้กลิ่นน้ำมันซึ่งอาจจะรั่วจากข้อต่อในระบบท่อ ให้ดำเนินการซ่อมโดยเร็ว อีกสิ่งหนึ่งคือควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศอยู่เสมอ หรือเปลี่ยนใหม่เมื่อหมดอายุการใช้งาน ไส้กรองอากาศที่สกปรกจะทำให้รถวิ่งได้ระยะทางน้อยลง 0.4 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร
         2. ความเร็วรอบเดินเบา ถ้าความเร็วรอบของเครื่องยนต์ในจังหวะเดินเบาสูงเกินไปจะทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันมากขึ้น ดังนั้น ควรปรับความเร็วรอบให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของผู้ผลิต แต่ถ้าไม่มีข้อมูลควรปรับความเร็วรอบที่ประมาณ 800 รอบต่อนาที หรือในระดับที่เครื่องยนต์ทำงานเรียบที่สุด สำหรับเครื่องยนต์ที่มีระบบการจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้ผลิตให้เป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้โดยตรง
         3. ระดับน้ำมันในห้องลูกลอย ในระบบน้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ที่ใช้คาร์บูเรเตอร์ทำหน้าที่ปรับส่วนผสมน้ำมันกับอากาศนั้น หากคาร์บูเรเตอร์สกปรกรถยนต์จะวิ่งได้ระยะทางน้อยลงประมาณ 1.3 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร และการไหลล้นของน้ำมันจากคาร์บูเรเตอร์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นจากปกติ ซึ่งเกิดจากระดับน้ำมันในห้องลูกลอยสูงกว่าระดับปกติโดยสามารถสังเกตได้ง่ายๆ จากหน้าต่างกระจกของห้องลูกลอยควรให้ช่างผู้ชำนาญแก้ไขโดยเร็ว
         4. หัวเทียน หากหัวเทียนบอดหรือเสื่อมสภาพ รถยนต์จะวิ่งได้ระยะทางน้อยลง 0.85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
         5. ยางรถยนต์ ควรตรวจวัดความดันของลมยางอยู่เสมอ หากลมยางอ่อนไปเพียง 4 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จะทำให้รถยนต์กินน้ำมันเพิ่มขึ้น 0.8-1.6 กิโลเมตรต่อลิตร การสูบลมยางให้เมาะสมจะสามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 560 ลิตรต่อปี หากใช้รถวิ่งด้วยระยะทาง 16,000 กิโลเมตรต่อปี โดยรถกินน้ำมัน 6 กิโลเมตรต่อลิตร อีกประการหนึ่งคือ การใช้ยางเรเดียลจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
         6. ระบบเบรค หากผ้าเบรคเสียดสีจานล้ออยู่เสมอ จะเป็นผลทำให้ต้องใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นร้อยละ 2
         7. ระบบหล่อลื่น เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองน้ำมันเครื่องตามกำหนด และเลือกใช้น้ำมันเครื่องให้ถูกต้องกับสภาพเครื่องยนต์ก็จะช่วยในการประหยัดเชื้อเพลิงได้ เพราะน้ำมันเครื่องที่อยู่ในสภาพดีจะลดแรงเสียดทานภายในของเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น ทำให้สามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้มากขึ้น
         นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ระบบจุดระเบิดที่ไม่เหมาะสม ก็มีผลต่อการเผาไหม้ของส่วนผสมน้ำมันกับอากาศ ถ้าระบบจุดระเบิดส่วนผสมของเชื้อเพลิงและอากาศเร็วเกินไปจะทำให้เกิดอาการเครื่องน็อค แต่ถ้าระบบจุดระเบิดช้าเกินไป จะทำให้กำลังงานที่ได้ลดลง และมีผลให้กินน้ำมันมากขึ้นด้วย หากรถยนต์มีอาการดังกล่าวควรรีบแก้ไขโดยเร็ว




**ข้อมูลที่ปรากฎบนฐานข้อมูลนี้ อัพเดทล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2549**
ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
สนับสนุนข้อมูลโดย สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บริหารโครงการโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตู้ ปณ. 111 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50202 E-mail: teenet@ist.cmu.ac.th
Gluta, Collagen, Placenta, MF3, VP Slim max, The Top Secret Lipo 8, Lipo 3, Beta-Curve, I-SLYM