TEENET-CMU
SCI EPPO
ฐานข้อมูลพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Database)ฐานข้อมูลเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ (Biogas Technology Database)ฐานข้อมูลการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Conservation Database)ฐานข้อมูลวิศวกรรมพลังงาน (Energy Engineering Database)
ฐานข้อมูลพลังงานความร้อนใต้พิภพ
ทฤษฎีพลังงานความร้อนใต้พิภพ
ผลการสำรวจแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพทางภาคเหนือของประเทศไทย
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพฝาง
ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพในน้ำพุธรรมชาติ
การใช้ประโยชน์จากพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศไทย
เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (Fossil Fuels)
ฐานข้อมูลบรรณานุกรม
ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์และงานวิจัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ฐานข้อมูลแหล่งน้ำพุร้อนของประเทศไทย
ฐานข้อมูลเว็บไซต์ด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพ
ดาวน์โหลด

หน้าหลัก
กระดานความคิด
เครือข่าย TEENET
TEENET-CMU
ลิงค์
ติดต่อโครงการ
ผลการสำรวจแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพทางภาคเหนือของประเทศไทย

1. ต้นกำเนิดความร้อน
2. ต้นกำเนิดของน้ำร้อน
3. ธรณีวิทยาโครงสร้างของแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ
4. ลักษณะการกำเนิดและความสัมพันธ์ร่วมกับหินชนิดต่างๆ
        4.1 แหล่งน้ำพุร้อนที่เกิดในหินแกรนิต
        4.2 แหล่งน้ำพุร้อนที่เกิดใกล้รอยสัมผัลของหินแกรนิตกับหินชั้นหรือหินแปร
        4.3 แหล่งน้ำพุร้อนที่เกิดในชั้นหินแปรชนิดเกรดต่ำซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหินแกรนิต (ประมาณ 5-10 กิโลเมตร)
        4.4 แหล่งน้ำพุร้อนที่เกิดอยู่ในแอ่งตะกอนยุค Tertiary
5. รูปแบบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ
        5.1 รูปแบบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เกิดในหินแกรนิต
        5.2 รูปแบบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เกิดในหินชนิดอื่น
6. การสำรวจธรณีเคมี
7. การสำรวจธรณีฟิสิกส์
        7.1 แหล่งบ้านโป่งกุ่ม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
        7.2 แหล่งบ้านหนองครก และบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
        7.3 แหล่งบ้านสบโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
        7.4 แหล่งบ้านแม่จอก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่
8. การเจาะสำรวจ
9. ศักยภาพพลังงาน
        9.1 แหล่งที่มีศักยภาพพลังงานสูงมาก
        9.2 แหล่งที่มีศักยภาพพลังงานสูงปานกลาง
        9.3 แหล่งที่มีศักยภาพพลังงานปานกลาง
        9.4 แหล่งที่มีศักยภาพพลังงานต่ำ
        9.5 แหล่งที่ยังไม่สามารถบ่งศักยภาพพลังงาน


5. รูปแบบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ
จากการศึกษาและประเมินรูปแบบของแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพทางภาคเหรือ สามารถสรุปได้ 2 รูปแบบดังนี้คือ

5.1 รูปแบบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เกิดในหินแกรนิต
น้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 250 องศาเซลเซียส ที่ไหลขึ้นมาโดยตรงตามรอยเลื่อนและรอยแยกในหินแกรนิตที่อยู่ระดับลึกมากกว่า 3,000 เมตร จากผิวดิน และน้ำร้อนที่ไหลขึ้นมาตามรอยเลื่อนนี้ถ่ายเทความร้อนหรือเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับหินข้างเคียง ทำให้อุณหภูมิของน้ำร้อนลดต่ำลง (ประมาณ 180 องศาเซลเซียส) แล้วไหลขึ้นสู่ผิวดินปรากฎเป็นน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิสูงใกล้จุดเดือด เช่น
แหล่งน้ำพุร้อนเทพนม และ แหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ เป็นต้น แต่แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพรูปแบบนี้มีศักยภาพพลังงานค่อนข้างต่ำ เนื่องจากแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อนเป็นเพียงรอยเลื่อนและรอยแยกของหินแกรนิตเท่านั้น ปริมาณน้ำร้อนในรอยเลื่อนและรอยแยกมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอที่จะพัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์
รูปแบบพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เกิดในหินแกรนิต
รูปที่ 2: รูปแบบพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เกิดในหินแกรนิต


5.2 รูปแบบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เกิดในหินชนิดอื่น
รูปแบบนี้มีลักษณะคล้ายกับรูปแบบแรก แต่ต่างกันที่มีหินชนิดอื่นปิดทับอยู่บนหินแกรนิต กล่าวคือ น้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 250 องศาเซลเซียสจากรอยเลื่อนและรอยแยกในหินแกรนิตที่อยู่ระดับลึกไหลขึ้นมาสะสมตัวในหินชั้น หรือหินตะกอน ที่ระดับความลึกประมาณ 1,000 เมตร และเนื่องจากหินในแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อนนี้เป็นหินชึ้นหรือหินตะกอนมีความพรุนสูง น้ำเย็นหรือน้ำบาดาลอาจเข้าผสมทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงเหลือประมาณ 125-180 องศาเซลเซียส และบางส่วนของน้ำร้อนนี้ไหลขึ้นสู้ผิวดินตามรอยเลื่อนหรือรอยแยกปรากฎเป็นน้ำพุร้อน เช่น
แหล่งน้ำพุร้อนฝาง และแหล่งน้ำพุร้อนโป่งฮ่อม เป็นต้น แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพรูปแบบนี้มีแหล่งกักเก็บขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำร้อนจำนวนมาก และถึงแม้จะมีอุณหภูมิไม่สูงนักแต่อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถพัฒนาเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ และเป็นแหล่งที่มีศักยภาพพลังงานสูงกว่ารูปแบบแรก
รูปแบบพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เกิดในหินชนิดอื่น
รูปที่ 3: รูปแบบพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เกิดในหินชนิดอื่น


6. การสำรวจธรณีเคมี
คุณสมบัติทางเคมีของน้ำร้อนในแหล่งน้ำพุร้อนทางภาคเหนือของประเทศไทยเป็น Alkaline Sodium-Bicarbonate Water มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นธาตุโซเดียม (80-160 mg/l) และสารประกอบไบคาร์บอเนต (250-500 mg/l) มีปริมาณของคลอไรด์ค่อนข้างต่ำ และมีค่าความเป็นด่างค่อนข้างสูง (pH = 8-9) ลักษณะของน้ำพุร้อนที่ปรากฎเป็นแบบ Hot Pool, Warm Pool, Bubbling Pool, Geyser และ Seep Type อุณหภูมิของน้ำร้อนบนผิวดินอยู่ในช่วง 40-100 องศาเซลเซียส อัตราการไหลของน้ำพุร้อนอยู่ระหว่าง 1-20 ลิตร/วินาที ยกเว้นบางแหล่งซึ่งมีอัตราการไหลค่อนข้างสูง เช่น โป่งเมืองแปง มีค่า 85 ลิตร/วินาที และโป่งใหม่มีค่าประมาณ 63 ลิตร/วินาที เป็นต้น อุณหภูมิของน้ำร้อนในแหล่งกักเก็ยใต้ดินซึ่งคำนวณโดย Geothermometer สูตรต่างๆ เช่น T(SiO2) T(Na/K) และ T(Na-K-Ca) มีค่าระหว่าง 100-220 องศาเซลเซียส แร่ Hydrothermal Alteration ที่พบส่วนใหญ่เป็นแร่คาร์บอเนตชนิด Clacite, Aragonite, Travertine, แร่ซิลิกา และแร่ Clay ชนิดต่างๆ เช่น Kaolinite, Montmorillonite, Alunite และ Halloysite เป็นต้น

ผลการสำรวจปริมาณแก๊สเรดอน ซึ่งเป็นแก๊สเฉื่อยที่มีคุณสมบัติเป็นธาตุกัมมันตรังสี เมื่อสลายตัวให้รังสีอัลฟ่า และการสำรวจปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบริเวณแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ 4 แหล่งคือ แหล่งสันกำแพง โป่งกุ่ม สบโป่ง และแหล่งพร้าว พบว่าบริเวณค่าสูงผิดปกติของแก๊สทั้งสองชนิดมีความสัมพันธ์กับรอยเลื่อน และบริเวณ Low Resistivity Zone ของการสำรวจ Resistivity ซึ่งอาจเป็นช่องนำแก๊สและน้ำร้อนใต้ดินขึ้นมาสู่ผิวดิน หรือเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อน ค่าผิดปกติที่ได้จากการสำรวจแก๊สทั้งสองชนิดจึงเป็นการช่วยยืนยันตำแหน่งของรอยเลื่อนและรอยแยก เพื่อใช้ประกอบการแปลความหมายของการสำรวจธรณีวิทยา และธรณีฟิสิกส์ และการกำหนดหลุมเจาะในบริเวณค่าผิดปกตินี้จะมีโอกาสพบแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อนใต้พิภพ

7. การสำรวจธรณีฟิสิกส์
ได้ทำการสำรวจ Thermal Distribution, Resistivity, Gravity และ Magnetic ในบริเวณแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ 4 แหล่ง ดังรายละเอียดดังนี้คือ

7.1 แหล่งบ้านโป่งกุ่ม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ผลการสำรวจ Thermal Distribution ที่ระดับความลึก 10, 20 และ 30 เมตร พบการแผ่กระจายของความร้อนในแต่ละระดับมีลักษณะเหมือนกัน ผลการสำรวจ Resistivity พบ Low Resistivity Zone ทางทิศเหนือของแหล่งน้ำพุร้อน ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลมาจากน้ำร้อนที่สะสมอยู่ใต้ดินบริเวณนั้น ทั้งนี้เพราะน้ำร้อนซึ่งเป็นน้ำแร่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ส่วนผลการสำรวจ Gravity แสดงเป็น Bouguer Anomaly สอดคล้องกับผลการสำรวจ Magnetic เป็นอย่างดี สามารถแสดงรอยเลื่อนขนาดใหญ่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแหล่งน้ำพุร้อน

7.2 แหล่งบ้านหนองครก และบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
ผลการสำรวจ Resistivity โดยวิธี Schlumberger พบชั้นหินที่มีค่าความต้านทานไฟฟ้าต่ำ (30 โอห์ม-เมตร) บริเวณตอนกลางของแอ่งพร้าว ซึ่งอาจเป็นบริเวณสะสมตัวของน้ำร้อนใต้ผิวดิน หรือเป็นหิน Shale หรือ Clay ที่มีความหนามาก ส่วนผลการสำรวจ Magnetic พบการเปลี่ยนแปลงความเข้มสนามแม่เหล็ก สามารถแปลความหมายถึงรอยเลื่อนขนาดใหญ่วางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ พาดผ่านบริเวณแอ่งพร้าว รอยเลื่อนเหล่านี้จะเป็นช่องทางให้น้ำร้อนที่ขึ้นมาสะสมอยู่ในชั้นหินในระดับตื้น ดังแสดงโดยผลของการสำรวจ Resistivity

7.3 แหล่งบ้านสบโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
ผลการสำรวจ Thermal Distribution ที่ระดับ 10, 20 และ 30 เมตร พบความร้อนสูงผิดปกติเป็นแนวอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ สอดคล้องกับรอยเลื่อนแม่ลาว คาดว่าเป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวของน้ำร้อนขึ้นมาตามรอยเลื่อนดังกล่าว

7.4 แหล่งบ้านแม่จอก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่
ผลการสำรวจ Resistivity โดยวิธี Schlumberger ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของความต้านทางไฟฟ้าอย่างผิดปกติตามแนวที่วางตัวอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ พาดผ่านแหล่งน้ำพุร้อนซึ่งในกรณีเช่นนี้อาจหมายถึง รอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่เกิดอยู่ในแนวดังกล่าว และนอกจากนั้นยังพบหินที่มีค่าความต้านทางไฟฟ้าต่ำ ซึ่งอาจเป็นชั้นของน้ำร้อนสะสมตัวอยู่ข้างใต้ชั้นหินที่มีความต้านทางไฟฟ้าสูง
[ ต้นกำเนิดความร้อน | ต้นกำเนิดของน้ำร้อน | ธรณีวิทยาโครงสร้างของแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ | ลักษณะการกำเนิดและความสัมพันธ์ร่วมกับหินชนิดต่างๆ | รูปแบบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ | การสำรวจธรณีเคมี | การสำรวจธรณีฟิสิกส์ | การเจาะสำรวจ | ศักยภาพพลังงาน ]



ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
สนับสนุนข้อมูลโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บริหารโครงการโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตู้ ปณ. 111 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50202 E-mail: teenet@ist.cmu.ac.th
Gluta, Collagen, Placenta, MF3, VP Slim max, The Top Secret Lipo 8, Lipo 3, Beta-Curve, I-SLYM